บทความวิชาการ "อนาคตอาเซียนกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ"

>> พิมพ์บทความ ไฟล์ .pdf

 

 อนาคตอาเซียน กับ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

 โดย ดร.วิไลลักษณ์ รุ่งเมืองทอง

 

สังคมผู้สูงอายุนับเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน นี่เป็นความท้าทายที่อาเซียนกำลังจะต้องเผชิญ ในปี 2560 CIA ได้ทำการสรุปข้อมูลประชากรผู้สูงอายุในกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่า ประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงอายุสูงสุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ อินโดนีเซีย (18.25 ล้านคน), ไทย (7.23 ล้านคน) และเวียดนาม (5.88 ล้านคน)

 

องค์การสหประชาชาติ ได้มีการกำหนดเกณฑ์การแบ่งระดับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไว้ 3 ระดับ คือ

          1. ระดับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) คือ สังคมหรือประเทศที่มี 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่า ร้อยละ 7 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้นกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

          2. ระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) คือ สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ หรือมีประชากรอายุตั้งแต่ 65 ปี มากกว่า ร้อยละ 14 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้น เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

          3. ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-aged Society) คือ สังคมหรือประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปี มากกว่า ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ แสดงว่าประเทศนั้น เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่

 

          หากทำการพิจาณาตามเกณฑ์จะเห็นได้ว่าปัจจุบันประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ได้ก้าวเข้าสู่ระดับสังคมผู้สูงอายุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และประชากรผู้สูงอายุในภาพรวมของอาเซียน พบว่า มีประชากรผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 6.59 ซึ่งมีแนวโน้มเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุในระยะเวลาอันใกล้

 

ตารางที่ 1 แสดงจำนวนประชากรที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป ในกลุ่มประเทศอาเซียน พ.ศ. 2560

  

ประเทศ

ประชากรรวม

ร้อยละ

จำนวนประชากรที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป

อินโดนีเซีย

260,580,739

7.01%

7,954,795 (ช)

10,304,489 (ญ)

มาเลเซีย

31,381,992

6.10%

907,850 (ช)

1,005,125 (ญ)

ประเทศ

ประชากรรวม

ร้อยละ

จำนวนประชากรที่มีอายุ 65 ปี ขึ้นไป

ฟิลิปปินส์

104,256,076

4.49%

1,930,273 (ช)

2,748,942 (ญ)

สิงคโปร์

5,888,926

9.63%

258,597 (ช)

308,449 (ญ)

ไทย

68,414,135

10.58%

3,165,799 (ช)

4,072,449 (ญ)

บรูไน

443,593

4.84%

10,440 (ช)

11,020 (ญ)

เวียดนาม

96,160,163

6.12%

2,281,923 (ช)

3,601,075 (ญ)

ลาว

7,126,706

3.89%

125,682 (ช)

151,800 (ญ)

พม่า

55,123,814

5.53%

1,327,811 (ช)

1,718,739 (ญ)

กัมพูชา

16,204,486

4.25%

258,584 (ช)

430,564 (ญ)

รวม

645,580,630

6.59%

18,221,754 (ช)

24,352,652 (ญ)

 ที่มา:  www.cia.gov 2017

 

United Nations Secretariat ได้มีการมีการคาดการณ์ไว้ว่า ปี 2593 อาเซียนจะเข้าสู่วิฤตการเป็นสังคมสูงวัย ทุกประเทศในอาเซียนจะเข้ากลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ สิงคโปร์ (33.92) ไทย (30.07) บรูไน (24.04) เวียดนาม (21.05) จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ โดยมาเลเซีย (16.08) อินโดนีเซีย (14.04) จะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ขณะที่พม่า (13.23) กัมพูชา (12.84) ฟิลิปปินส์ (9.66) ลาว (9.57) จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งสะท้องให้เห็นว่าประเทศในภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากรผู้สูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจจะนำมาสู่ผลกระทบต่อสังคมในหลายมิติด้วยกัน อาทิ

1. ปัญหาสุขภาพ และใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล รัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเป็นสวัสดิการและดูแลด้านสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น

2. ปัญหาภาวการณ์พึ่งพิงประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นในขณะที่สัดส่วนคนวัยทำงานลดลง ย่อมส่งผลให้เกิดอัตราการพึ่งพิงวัยสูงอายุในอาเซียนสูงขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าผู้ที่อยู่ในวัยแรงงานต้องรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น วัยแรงงานต้องรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ในส่วนกลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลากให้พึ่งพิงหรือมีรายได้ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง และหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ

3. ปัญหาอัตราการเกิดของประชากรต่ำ ซึ่งจะซ้ำเติมปัญหาของประเทศจากการขาดแคลนประชากรวัยทำงานในประเทศจนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศรวมทั้งทำให้รัฐขาดรายได้มหาศาลจากภาษีของประชากรวัยทำงาน เมื่อรัฐขาดรายได้จากประชากรวัยทำงานย่อมส่งผลกระทบทำให้ขาดแคลนงบประมาณเพื่อเป็นสวัสดิการและดูแลด้านสาธารณสุขแก่ผู้สูงอายุด้วย

          4. ปัญหาหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต กล่าวคือ สังคมที่ประชากรสูงวัยเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการจัดเก็บภาษีที่น้อยลง ทำให้ภาครัฐจะต้องนำเงินงบประมาณมาใช้ในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น และนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณส่งผลต่อการนำไปสู่หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น

 

          จำนวนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลสำเร็จจากความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ที่ทันสมัย ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวมากขึ้น รวมไปถึงความสำเร็จในขับเคลื่อนนโยบายคุมกำเนิดของภาครัฐ ที่ทำให้อัตราการเกิดของประชากรกลับลดต่ำลง จนทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนประชากรวัยทำงานซึ่งนับวันจะกลายเป็นปัญหารุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งค่านิยมของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเน้นการพัฒนาและการแข่งกันเพื่อให้บรรลุไปถึงเป้าหมายของบุคคล ทำให้ประชากรกลุ่มอายุระหว่าง 20-30 ปี ต่างมุ่งตอบสนองความต้องการในชีวิตด้านหน้าที่การงานมากกว่าการแต่งงานและการมีบุตร ด้วยเหตุนี้ เมื่อเวลาล่วงเลยไป อายุที่มากขึ้นทำให้ภาวะการมีบุตรยากมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และเราจะเตรียมการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร ?

 

การเร่งเตรียมความพร้อมรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชาคมอาเซียน จำเป็นที่ต้องมีการเตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ และควรมาออกแบบอนาคตร่วมกัน วางแผนร่วมกันว่าสังคมสูงอายุแบบไหนที่เราต้องการจะเป็น .... สังคมผู้สูงอายุที่ร่ำรวย ? หรือ สังคมผู้สูงอายุที่ยากจน ? ... ซึ่งการเตรียมความพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัย ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเริ่มได้จาก

1. ปรับทัศนคติต่อการมองว่าผู้สูงอายุคือภาระ โดยรัฐต้องส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งหากว่าภาครัฐมีระบบจัดการที่ดี ภาระก็จะกลายเป็นพลังที่สามารถสร้างสรรค์สังคมได้

2. ปรับสภาพแวดล้อมและการเดินทางสาธารณะที่เอื้อต่อสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องไปพึ่งพิงผู้อื่น

3. สร้างระบบอาสาสาสมัครผู้สูงอายุ (ผู้สูงอายุดูแลผู้สูงอายุ) ช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุในสังคมในรูปแบบการแจกอาหาร ดูแลช่วยเหลือกันยามเจ็บป่วย ตรงนี้รัฐบาลอาจเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของงบประมาณในการสนับสนุน

4. สร้างระบบการออม (การเตรียมงานล่วงหน้า) ภาครัฐควรมีการเตรียมระบบการออมด้วยความสมัครใจ และภาคบังคับ เพื่อสร้างหลักประกันไม่ให้สังคมไทยเต็มไปด้วยสังคมคมอายุที่ยากไร้ในอนาคต

5. สร้างระบบเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของผู้สูงอายุ เทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองและแก้ไขปัญหาด้านนี้ได้จึงเปรียบเสมือนยาชั้นดีที่ช่วยเยียวยาจิตใจของผู้สูงอายุ เช่น เฟซบุค, ไลน์ รวมไปถึงการนำ GPS มาใช้ในการนำทางผู้สูงอายุหรือเด็กกลับมายังบ้านได้ถูกต้อง หรือช่วยให้คนในครอบครัวสามารถตามหาคนเหล่านั้นได้ในลักษณะของการติดเเท็กในอุปกรณ์ที่ผู้สูงอายุใช้ในชีวิตประจำวัน

6. สนับสนุนให้บริษัทจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นนโยบายที่ช่วยให้เกิดการสร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุ โดยรัฐอาจจะมีนโยบายสนับสนุนให้บริษัทที่จ้างงานผู้สูงอายุให้ทำงานต่อในรูปสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

          การเตรียมแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรในอาเซียน ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ และภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรหันหน้าเข้ามาร่วมมือกันในการวางมาตรการ ข้อตกลงร่วมกันในการสร้างเครือข่ายทางสังคมเชิงรุกเพื่อรองรับปรากฏการณ์การเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุอาเซียนในอนาคตอย่างจริงจัง หากรัฐบาลไม่มีการวางมาตรการรองรับที่ดี ก็อาจจะทำให้กลุ่มผู้สูงอายุกลายเป็นภาระหนักของสังคมในอนาคตและนำไปสู่วิกฤต “สึนามิสูงวัยของอาเซียน” ในท้ายที่สุด